การเดินท่อฝังผนังมีขั้นตอนอย่างไร และควรเก็บงานแบบไหน ใช้ตะแกรงไก่ ช่องชาร์ป หรือวิธีใดจึงเหมาะสม
การเดินท่อฝังผนังเป็นงานที่พบได้ทั่วไปทั้งในบ้านพัก อาคารสำนักงาน คอนโด โรงแรม และอาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นท่อน้ำประปา ท่อน้ำทิ้ง ท่อร้อยสายไฟ หรือท่อระบบสื่อสาร แม้งานลักษณะนี้จะช่วยให้อาคารดูเรียบร้อยและไม่มีท่อเปิดลอยให้เห็น แต่หากวางแนวท่อไม่ถูกต้อง สกัดผนังมากเกินไป หรือเก็บร่องท่อโดยไม่มีการเส
การเดินท่อฝังผนังคืออะไร
การเดินท่อฝังผนังคือการติดตั้งท่อระบบต่าง ๆ ให้ซ่อนอยู่ภายในแนวผนังหรือร่องที่เตรียมไว้ เพื่อให้หลังจากฉาบและตกแต่งแล้วมองไม่เห็นตัวท่อจากภายนอก วิธีนี้นิยมใช้กับท่อประปาขนาดเล็ก ท่อร้อยสายไฟ ท่อสื่อสาร และท่อที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์สุขภัณฑ์บางประเภท
ข้อดีของการฝังท่อคือทำให้ผนังดูเรียบร้อย ใช้พื้นที่ภายในอาคารได้เต็มที่ และลดการเห็นอุปกรณ์ระบบต่าง ๆ บนผิวผนัง แต่ข้อจำกัดคือหากเกิดการรั่วหรือชำรุดในอนาคต การซ่อมแซมมักต้องสกัดผนังออก จึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของท่อ ข้อต่อ การทดสอบระบบ และการบันทึกแนวท่อก่อนปิดผิวทุกครั้ง
ก่อนเดินท่อควรตรวจสอบแบบและตำแหน่งใช้งานให้ชัดเจน
ก่อนเริ่มสกัดผนัง ควรกำหนดตำแหน่งสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ อ่างล้างหน้า เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้ไฟ เต้ารับ สวิตช์ และอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมดให้แน่นอน เพราะการเปลี่ยนตำแหน่งภายหลังจากเดินท่อแล้วจะทำให้ต้องสกัดผนังเพิ่มและสร้างรอยต่อใหม่โดยไม่จำเป็น
แนวท่อควรวางเป็นแนวตั้งหรือแนวนอนที่ชัดเจน หลีกเลี่ยงการเดินท่อแบบเฉียงโดยไม่มีเหตุผล เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานในอนาคตไม่สามารถคาดเดาแนวท่อได้ และมีความเสี่ยงต่อการเจาะโดนท่อขณะติดตั้งชั้น ตู้ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ บนผนัง
งานระบบประปาและงานระบบไฟฟ้าควรวางแนวแยกจากกันตามข้อกำหนดของแต่ละระบบ รวมถึงเว้นระยะจากอุปกรณ์ที่มีความร้อนหรือจุดที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทก
ต้องตรวจสอบชนิดของผนังก่อนสกัด
ผนังแต่ละชนิดมีข้อจำกัดในการสกัดร่องไม่เหมือนกัน ผนังก่ออิฐมอญ อิฐมวลเบา และอิฐบล็อกสามารถทำร่องสำหรับท่อได้ แต่ความลึกและความกว้างของร่องต้องเหมาะสมกับความหนาของผนัง
ไม่ควรสกัดผนังจนเหลือเนื้อวัสดุน้อยเกินไป โดยเฉพาะผนังบางหรือผนังที่มีหน้าที่ด้านโครงสร้าง เพราะจะทำให้ผนังอ่อนตัวและแตกร้าวได้ง่าย
บริเวณเสา คาน ผนังคอนกรีตรับแรง หรือองค์อาคารโครงสร้าง ไม่ควรสกัดหรือเจาะเพื่อฝังท่อโดยไม่ได้รับการพิจารณาจากวิศวกรโครงสร้าง เนื่องจากอาจกระทบต่อเหล็กเสริมและกำลังรับแรงของโครงสร้าง
ขั้นตอนการกำหนดแนวท่อบนผนัง
หลังตรวจสอบแบบและชนิดของผนังแล้ว ควรตีเส้นแนวท่อบนผิวผนังให้ชัดเจน พร้อมกำหนดระดับของจุดใช้งาน เช่น ระดับก๊อกน้ำ ระดับวาล์ว ระดับเต้ารับ และระดับกล่องไฟ
การตีแนวก่อนสกัดช่วยลดความผิดพลาด ทำให้ร่องมีขนาดพอดีกับท่อ และทำให้ระบบทุกส่วนอยู่ในตำแหน่งเดียวกับแบบก่อสร้าง
สำหรับอาคารที่มีงานระบบหลายชนิด ควรประสานงานระหว่างงานไฟฟ้า ประปา สุขาภิบาล เครื่องปรับอากาศ และงานสถาปัตยกรรมก่อนเริ่มงาน เพื่อป้องกันแนวท่อชนกันหรือเกิดการสกัดซ้ำหลายรอบ
การสกัดร่องผนังควรทำอย่างไร
ควรสกัดร่องให้มีความกว้างเพียงพอสำหรับวางท่อและวัสดุปิดทับ แต่ไม่ควรกว้างเกินความจำเป็น เพราะพื้นที่ที่ถูกสกัดออกมากจะต้องถูกซ่อมคืนด้วยปูนใหม่ และรอยต่อระหว่างปูนเดิมกับปูนใหม่เป็นบริเวณที่เกิดรอยแตกร้าวได้ง่าย
การใช้เครื่องตัดผนังตัดขอบร่องก่อนสกัดจะช่วยให้แนวร่องมีขอบเรียบกว่าการใช้สกัดกระแทกเพียงอย่างเดียว และช่วยลดการแตกร่อนของเนื้ออิฐบริเวณข้างเคียง
ร่องควรมีพื้นที่รอบท่อเพียงพอให้วัสดุซ่อมแซมสามารถเข้าไปหุ้มรอบท่อได้ ไม่ควรวางท่อจนแนบกับผิวหน้าและฉาบปูนบาง ๆ ทับเพียงเล็กน้อย เพราะมักทำให้เกิดรอยนูนหรือรอยร้าวตามแนวท่อในภายหลัง
การยึดท่อก่อนปิดร่องมีความสำคัญมาก
หลังวางท่อในร่องแล้วต้องยึดท่อให้มั่นคงก่อนฉาบปิด ไม่ควรให้ท่อสามารถโยกหรือเคลื่อนตัวได้ เพราะเมื่อมีการใช้งาน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ หรือการดึงสายภายในท่อ ท่ออาจขยับและทำให้ผิวปูนด้านหน้าแตกร้าว
ท่อประปาควรใช้ Clamp หรืออุปกรณ์ยึดที่เหมาะสมกับวัสดุท่อ โดยเฉพาะท่อพลาสติก เช่น PPR หรือ HDPE ซึ่งมีการขยายและหดตัวเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง
ท่อร้อยสายไฟควรยึดกล่องและท่อให้ได้แนว ไม่ควรปล่อยให้กล่องสวิตช์หรือกล่องเต้ารับเอียงก่อนฉาบ เพราะจะทำให้ขั้นตอนติดตั้งหน้ากากในภายหลังทำได้ยาก
ท่อประปาฝังผนังต้องทดสอบแรงดันก่อนปิดผิว
หากเป็นท่อน้ำประปา สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนฉาบปิดคือการทดสอบแรงดันของระบบ ไม่ควรปิดผนังก่อนตรวจสอบว่าข้อต่อทั้งหมดไม่มีการรั่วซึม
หลังทดสอบควรคงแรงดันไว้ตามระยะเวลาที่กำหนดในมาตรฐานหรือข้อกำหนดของผู้ผลิตและโครงการ พร้อมตรวจสอบข้อต่อทุกจุด
การตรวจพบรอยรั่วก่อนปิดผนังสามารถซ่อมได้ง่าย แต่หากปิดผิวเรียบร้อยแล้วจึงพบรอยรั่ว จะต้องรื้อกระเบื้องหรือสกัดผนังใหม่ ทำให้เสียเวลาและต้นทุนมากกว่าเดิมหลายเท่า
ท่อร้อยสายไฟควรทดสอบก่อนฉาบอย่างไร
ท่อร้อยสายไฟควรตรวจสอบว่าภายในท่อไม่มีเศษปูน เศษอิฐ หรือสิ่งกีดขวาง ก่อนปิดร่องควรมีลวดดึงสายหรือ Pulling Wire ไว้ตามความเหมาะสมเพื่อช่วยในการติดตั้งสายภายหลัง
บริเวณข้องอควรใช้รัศมีโค้งที่เหมาะสม ไม่ควรทำมุมหักแคบจนสายไฟไม่สามารถดึงผ่านได้ และควรตรวจสอบว่าท่อเชื่อมต่อกับกล่องอย่างเรียบร้อย
การปิดร่องท่อไม่ควรฉาบปูนหนาครั้งเดียว
หลังตรวจสอบระบบเรียบร้อยแล้วควรทำความสะอาดร่อง กำจัดเศษฝุ่นและเศษวัสดุหลวมออกก่อนซ่อมผิว
กรณีร่องมีความลึกมาก ควรเติมวัสดุปิดร่องเป็นชั้น ไม่ควรอัดปูนหนามากในครั้งเดียว เพราะปูนที่มีความหนามากจะเกิดการหดตัวระหว่างแห้งและมีความเสี่ยงต่อการแตกร้าว
พื้นผิวอิฐเดิมควรได้รับการเตรียมผิวให้มีการยึดเกาะที่เหมาะสม และใช้วัสดุซ่อมที่เข้ากันได้กับระบบผนังเดิม
ตะแกรงไก่ใช้ตรงไหนของงานฝังท่อ
ตะแกรงไก่หรือตะแกรงลวดเป็นวัสดุที่นิยมใช้ช่วยลดการแตกร้าวบริเวณรอยต่อระหว่างวัสดุที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน เช่น รอยต่อระหว่างเสาคอนกรีตกับผนังก่ออิฐ รวมถึงบริเวณร่องที่ถูกสกัดเพื่อฝังท่อแล้วซ่อมกลับด้วยปูนใหม่
เหตุผลที่บริเวณร่องท่อมีโอกาสแตกร้าวคือปูนซ่อมใหม่และผนังเดิมมีการหดตัวไม่เท่ากัน ประกอบกับแนวร่องเป็นจุดอ่อนที่ต่อเนื่องกันยาว หากฉาบปิดโดยตรง รอยร้าวจึงมักปรากฏเป็นเส้นตามแนวท่อ
หลังปิดร่องและปรับผิวเบื้องต้นแล้ว สามารถวางตะแกรงลวดคร่อมแนวรอยต่อระหว่างพื้นที่ซ่อมและผนังเดิม ก่อนฉาบชั้นต่อไปเพื่อช่วยกระจายความเค้นบริเวณรอยต่อ
ตะแกรงควรคร่อมร่องมากกว่าวางอยู่เฉพาะกลางร่อง
การติดตะแกรงที่ดีไม่ควรตัดตะแกรงให้กว้างเท่ากับร่องพอดี เพราะจุดที่ต้องการควบคุมรอยแตกร้าวจริงคือบริเวณขอบรอยต่อระหว่างวัสดุเดิมและวัสดุซ่อมใหม่
ตะแกรงควรมีความกว้างมากกว่าร่องและคร่อมออกไปบนผนังเดิมทั้งสองด้านในระยะที่เหมาะสม เพื่อให้แรงที่เกิดขึ้นกระจายผ่านพื้นที่กว้างขึ้น
ในงานทั่วไปช่างมักเรียกวัสดุนี้ว่าตะแกรงไก่ แต่ในงานที่ต้องการควบคุมคุณภาพสูงสามารถใช้ Expanded Metal Lath หรือวัสดุ Reinforcing Mesh ที่ออกแบบสำหรับงานฉาบโดยตรงแทนได้
ตะแกรงไฟเบอร์ใช้แทนตะแกรงลวดได้หรือไม่
Fiberglass Mesh เป็นอีกวัสดุหนึ่งที่นิยมใช้เสริมรอยต่อและช่วยควบคุมรอยแตกร้าว โดยเฉพาะงานระบบฉาบบางหรือผนังอิฐมวลเบา
การเลือกใช้ตะแกรงลวดหรือ Fiberglass Mesh ควรสัมพันธ์กับชนิดของวัสดุฉาบและข้อกำหนดของผู้ผลิตระบบผนัง ไม่ควรใช้วัสดุใดโดยไม่มีการพิจารณาความเข้ากันได้กับปูนหรือระบบฉาบ
งานท่อขนาดใหญ่ไม่ควรฝังในผนังบาง
ปัญหาที่พบได้บ่อยคือพยายามฝังท่อขนาดใหญ่ เช่น ท่อน้ำทิ้งหรือท่อสุขาภิบาล ลงในผนังก่ออิฐที่มีความหนาไม่มาก ทำให้ต้องสกัดเนื้อผนังออกเกือบทั้งหมด
กรณีดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการฝังท่อโดยตรง และเปลี่ยนมาใช้การทำช่องชาร์ปหรือ Shaft ซึ่งให้พื้นที่สำหรับเดินท่อและสามารถเปิดตรวจสอบได้ง่ายกว่า
ช่องชาร์ปคืออะไร
ช่องชาร์ปเป็นพื้นที่ที่ออกแบบไว้สำหรับรวบรวมงานระบบในแนวดิ่งหรือบริเวณใดบริเวณหนึ่งของอาคาร ภายในสามารถมีท่อน้ำดี ท่อน้ำเสีย ท่อระบายอากาศ ท่อดับเพลิง ท่อร้อยสายไฟ หรือระบบอื่นตามแบบ
การทำช่องชาร์ปมีข้อดีคือไม่ต้องสกัดโครงสร้างหรือผนังจำนวนมาก ช่วยจัดระบบท่อให้เป็นระเบียบ และสามารถกำหนดช่องเปิดสำหรับตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงได้
สำหรับท่อขนาดใหญ่หรือระบบที่มีวาล์ว ข้อต่อ และอุปกรณ์ซึ่งต้องเข้าถึงในอนาคต การวางไว้ใน Shaft มักเหมาะสมกว่าการฝังไว้ในผนังถาวร
ท่อชนิดใดควรพิจารณาเดินในช่องชาร์ป
ท่อน้ำเสียแนวดิ่ง Soil Pipe และ Waste Pipe ควรอยู่ในช่องชาร์ปหรือพื้นที่ที่ออกแบบสำหรับระบบโดยเฉพาะ เนื่องจากมีขนาดใหญ่และมีข้อต่อหลายตำแหน่ง
ท่อดับเพลิงก็ไม่ควรฝังในผนังก่ออิฐทั่วไป เพราะมีขนาดใหญ่และต้องสามารถตรวจสอบสภาพ รวมถึงเข้าถึงวาล์วและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้
ท่อเมนประปาที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงระบบที่มีวาล์วลดแรงดัน Meter หรืออุปกรณ์ควบคุม ควรออกแบบให้มีพื้นที่ Service มากกว่าการฝังถาวร
ผนังเบาสามารถซ่อนท่อได้โดยไม่ต้องสกัด
ในระบบผนังเบา เช่น ผนังยิปซัมหรือผนังโครงคร่าว สามารถวางท่อภายในช่องระหว่างโครงได้โดยไม่จำเป็นต้องสกัดผนัง
อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบว่าท่อไม่สัมผัสกับขอบโลหะที่คม และบริเวณที่ท่อผ่านโครงเหล็กควรมีอุปกรณ์ป้องกันความเสียหายตามลักษณะระบบ
จุดที่มีอุปกรณ์ซึ่งอาจต้องซ่อมในอนาคตควรมี Access Panel ไม่ควรปิดทับถาวรจนไม่สามารถเข้าถึงได้
บริเวณห้องน้ำต้องระวังเรื่องระบบกันซึม
การสกัดผนังและพื้นในห้องน้ำต้องประสานกับงาน Waterproofing อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะบริเวณพื้นและรอยต่อระหว่างพื้นกับผนัง
หากเดินท่อผ่านชั้นกันซึม ต้องมีรายละเอียดการซีลรอบท่ออย่างเหมาะสม เพราะรูเจาะและช่องรอบท่อเป็นตำแหน่งที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ง่าย
หลังติดตั้งท่อและซ่อมผิวแล้วควรดำเนินงานกันซึมตามระบบที่กำหนด และทำ Flood Test ก่อนปูกระเบื้องหรือปิดผิวขั้นสุดท้าย
ไม่ควรฝังข้อต่อที่ต้องการการบำรุงรักษาไว้ในผนัง
อุปกรณ์ประเภทวาล์ว Filter Union Cleanout หรือจุดต่อที่จำเป็นต้องถอดบำรุงรักษา ไม่ควรถูกฉาบปูนปิดถาวร
หากจำเป็นต้องอยู่บริเวณผนังควรจัดให้มีช่องเปิด Service หรือ Access Panel เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องทุบผนัง
หลักการสำคัญของงานระบบคือส่วนที่มีโอกาสต้องตรวจสอบ ปรับตั้ง หรือเปลี่ยนในอนาคตควรเข้าถึงได้
ท่อ PPR ฝังผนังต้องระวังอะไร
ท่อ PPR นิยมใช้ในระบบประปาภายในอาคารและสามารถฝังผนังได้ แต่ต้องติดตั้งตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยคำนึงถึงการขยายตัวจากอุณหภูมิ โดยเฉพาะระบบน้ำร้อน
บริเวณข้อต่อเชื่อมควรตรวจสอบคุณภาพ Fusion ให้เรียบร้อยก่อนปิดผนัง และต้องทดสอบแรงดันทั้งระบบก่อนฉาบ
ในระบบน้ำร้อนอาจต้องใช้ฉนวนหรือ Sleeve ตามรายละเอียดของระบบ เพื่อควบคุมการสูญเสียความร้อนและลดผลของการขยายตัวต่อผนัง
ท่อ PVC ฝังผนังต้องมีพื้นที่สำหรับวัสดุปิดทับ
ไม่ควรสกัดร่องให้มีขนาดเท่ากับท่อพอดีแล้วกดท่อเข้าไป เนื่องจากจะไม่มีพื้นที่สำหรับปูนยึดและปูนฉาบปิดด้านหน้า
ควรเตรียมร่องให้สามารถยึดท่อได้อย่างมั่นคงและมีความหนาของวัสดุปิดทับเพียงพอเพื่อลดโอกาสเกิดรอยตามแนวท่อ
เก็บภาพแนวท่อก่อนปิดผนัง
ก่อนฉาบปิดควรถ่ายภาพแนวท่อทุกส่วน โดยให้เห็นตำแหน่งสัมพันธ์กับพื้น เสา ประตู หน้าต่าง หรือจุดอ้างอิงอื่นอย่างชัดเจน
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ควรจัดทำ As Built Drawing แสดงแนวและระดับของงานระบบจริง เพื่อให้สามารถตรวจสอบตำแหน่งในอนาคตได้
ข้อมูลนี้มีประโยชน์อย่างมากเมื่อมีการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ Built In เจาะผนัง หรือปรับปรุงอาคารในอนาคต เพราะสามารถหลีกเลี่ยงตำแหน่งท่อและสายไฟที่ฝังอยู่ภายในได้
ขั้นตอนการเก็บงานหลังเดินท่อฝังผนัง
หลังจากติดตั้งท่อแล้วควรตรวจสอบแนว ระดับ และการยึดท่อให้ครบถ้วนก่อนเริ่มซ่อมผิว หากเป็นระบบน้ำต้องทำ Pressure Test หากเป็นระบบระบายน้ำควรตรวจสอบการรั่วและความลาดชัน หากเป็นระบบไฟฟ้าควรตรวจสอบทางเดินของท่อและกล่องทั้งหมด
จากนั้นทำความสะอาดร่องและปิดช่องว่างลึกให้แน่นด้วยวัสดุที่เหมาะสม รอให้วัสดุชั้นแรกเซตตัวก่อนดำเนินงานฉาบในชั้นถัดไป
บริเวณรอยต่อของร่องควรเสริมตะแกรงลวด Expanded Metal หรือ Fiberglass Mesh ตามระบบงาน เพื่อช่วยลดการแตกร้าวบริเวณขอบรอยต่อ แล้วจึงฉาบปรับระดับให้เสมอกับผนังเดิม
หลังปูนแห้งและบ่มตัวแล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอน Skim Coat ขัดผิว รองพื้น ทาสี หรือติดตั้งกระเบื้องตามประเภทของพื้นที่
รอยแตกร้าวตามแนวท่อเกิดจากอะไร
รอยแตกร้าวเป็นเส้นตรงตามแนวท่อมักเกิดจากการหดตัวที่แตกต่างกันระหว่างปูนซ่อมใหม่และผนังเดิม รวมถึงการเคลื่อนตัวของท่อภายในร่อง
อีกสาเหตุหนึ่งคือการปิดร่องด้วยปูนหนาครั้งเดียว การใช้วัสดุไม่เหมาะสม การไม่เตรียมพื้นผิว และการไม่มีวัสดุเสริมรอยต่อ
การแก้ปัญหาจึงไม่ควรทำเพียงใช้สีหรือโป๊วปิดรอยแตก แต่ต้องควบคุมวิธีติดตั้งตั้งแต่ก่อนฉาบผนัง
ฝังผนังกับทำช่องชาร์ปเลือกแบบไหนดี
ระบบขนาดเล็ก เช่น ท่อน้ำดีไปก๊อก ท่อร้อยสายไฟ และท่อสื่อสาร สามารถฝังในผนังได้เมื่อผนังมีความหนาและสภาพเหมาะสม
ระบบที่มีท่อขนาดใหญ่ มีหลายท่อรวมกัน มีข้อต่อจำนวนมาก หรือมีอุปกรณ์ที่ต้องตรวจสอบในอนาคต ควรใช้ช่องชาร์ปมากกว่า
หากพื้นที่มีข้อจำกัด สามารถสร้างผนังหลอกหรือผนังเบาเพิ่มขึ้นเพื่อซ่อนระบบแทนการสกัดผนังหลัก ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อโครงสร้างและช่วยให้จัดแนวระบบได้ง่ายขึ้น
การทำ Access Panel ช่วยลดปัญหาเวลาซ่อม
บริเวณที่มีวาล์ว จุด Drain ข้อต่อสำคัญ ปั๊มขนาดเล็ก หรืออุปกรณ์ระบบ ควรจัดให้มี Access Panel ในตำแหน่งที่สามารถเปิดใช้งานได้จริง
ช่องเปิดควรมีขนาดเพียงพอให้มือและเครื่องมือเข้าทำงาน ไม่ควรทำเป็นช่องขนาดเล็กเพียงเพื่อให้เห็นอุปกรณ์แต่ไม่สามารถถอดซ่อมได้
การวางแผนตั้งแต่ก่อนก่อผนังช่วยลดการสกัดได้มาก
วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดปัญหางานฝังผนังคือการวางแผนระบบตั้งแต่ก่อนก่อผนัง หากทราบตำแหน่งท่อแน่นอน สามารถเตรียมช่อง เปิดร่อง หรือ Sleeve ระหว่างการก่อผนังได้
การทำงานลักษณะนี้ช่วยลดฝุ่น ลดการกระแทกผนัง ลดปริมาณปูนซ่อม และทำให้แนวท่อมีความเรียบร้อยกว่าการก่อผนังเสร็จทั้งหมดแล้วจึงกลับมาสกัดภายหลัง
สำหรับอาคารที่มีระบบจำนวนมาก การจัดทำ Shop Drawing และประสานแบบระหว่างงานสถาปัตยกรรม โครงสร้าง และระบบ MEP ก่อนเริ่มงานจะช่วยลดปัญหาการชนกันของระบบและลดงานแก้ไขหน้างานได้อย่างมาก
หลักการเลือกวิธีเก็บงานให้เหมาะกับระบบ
ถ้าร่องมีขนาดเล็กและเป็นท่อขนาดเล็ก สามารถซ่อมร่องและเสริม Mesh บริเวณรอยต่อก่อนฉาบได้
ถ้าร่องกว้างหรือมีท่อหลายเส้นรวมกัน ไม่ควรพยายามอัดปูนปิดทั้งหมดโดยไม่มีระบบเสริม ควรพิจารณาผนังหลอกหรือช่องชาร์ปเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอ
ถ้าเป็นท่อหรืออุปกรณ์ที่มีโอกาสซ่อมบำรุง ต้องจัดให้เข้าถึงได้ด้วย Access Panel
ถ้าเป็นท่อขนาดใหญ่ เช่น ท่อน้ำเสีย ท่อระบายอากาศ หรือท่อดับเพลิง ควรจัดระบบไว้ใน Shaft มากกว่าการสกัดฝังในผนังก่ออิฐ
ถ้าเป็นผนังบริเวณห้องน้ำ ต้องคำนึงถึงงานกันซึมร่วมกับการเก็บร่องท่อทุกครั้ง
งานเดินท่อฝังผนังที่มีคุณภาพจึงไม่ได้จบเมื่อวางท่อเสร็จ แต่ต้องประกอบด้วยการวางแนวที่ถูกต้อง การยึดท่อ การทดสอบระบบ การบันทึกตำแหน่ง การซ่อมร่อง การเสริมรอยต่อ และการเลือกช่องสำหรับซ่อมบำรุงให้เหมาะสมกับอายุการใช้งานของอาคาร
สรุป
หากต้องการคำแนะนำเฉพาะงาน ทีม Technical Support ของ TawanFlow ยินดีช่วยเลือกสินค้าให้เหมาะกับงานของคุณ ติดต่อขอคำแนะนำและใบเสนอราคา
TawanFlow